ตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน

|

ความสำคัญของการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน

การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เนื่องจาก พระราชบัญญัติความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (หมวด 1 มาตรา 6) ได้กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงาน
และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิต จิตใจ และสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง

สภาพแวดล้อมในการทำงาน ในที่นี้หมายถึง: ความร้อน, แสงสว่าง, เสียง และสารเคมีอันตราย ในพื้นที่ปฏิบัติงาน

|

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีจำนวน 5 ฉบับหลัก ได้แก่:

กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559

เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ

เรื่อง มาตรฐานความเข้มแสงสว่าง

เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน

เรื่อง กำหนดแบบรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียงภายในสถานประกอบกิจการ

|

มาตรฐานระดับความร้อนในการทำงาน (Heat Stress)

หมวด 1 ของกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2559 (ข้อ 2) กำหนดให้นายจ้างควบคุมและรักษาระดับความร้อน
ภายในสถานประกอบกิจการไม่ให้เกินมาตรฐาน ตามประเภทของลักษณะงาน ดังนี้:

งานเบา: ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 34 °C

งานปานกลาง: ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 32 °C

งานหนัก: ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 30 °C

อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT)

คือ ดัชนีวัดระดับความร้อน (หน่วยเป็น °C หรือ °F) โดยนำปัจจัยที่มีผลต่อความร้อนสะสมในร่างกายมาพิจารณา ทั้งความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายขณะทำงานและความร้อนจากสิ่งแวดล้อม

การถ่ายเทความร้อนจากสิ่งแวดล้อมสู่ร่างกาย มี 3 วิธี:

การนำความร้อน

ถ่ายเทผ่านการสัมผัสโดยตรงระหว่างวัตถุหรือพื้นผิว

การพาความร้อน

เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศหรือของเหลวที่พาความร้อนมายังร่างกาย

การแผ่รังสีความร้อน

การส่งผ่านพลังงานความร้อนในรูปคลื่นรังสีจากแหล่งกำเนิด

การแบ่งประเภทลักษณะงาน

งานเบา: งานที่ใช้แรงน้อย หรือใช้พลังงานเผาผลาญในร่างกาย ไม่เกิน 200 กิโลแคลอรี/ชั่วโมง (เช่น งานเขียนหนังสือ, งานพิมพ์ดีด)
งานปานกลาง: งานที่ใช้แรงปานกลาง หรือใช้พลังงานเผาผลาญ เกิน 200 ถึง 350 กิโลแคลอรี/ชั่วโมง (เช่น งานยก ลาก ดัน หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยแรงปานกลาง)
งานหนัก: งานที่ใช้แรงมาก หรือใช้พลังงานเผาผลาญ เกิน 350 กิโลแคลอรี/ชั่วโมง (เช่น งานเลื่อยไม้, งานเจาะไม้เนื้อแข็ง, งานเคลื่อนย้ายของหนักขึ้นที่สูงหรือทางลาดชัน)

แนวทางควบคุมและแก้ไข (ความร้อน)

ข้อ 3: หากมีแหล่งความร้อนที่เป็นอันตราย ต้องติดป้ายหรือประกาศเตือนอันตรายในบริเวณนั้นให้เห็นชัดเจน

หากระดับความร้อนเกินมาตรฐาน: นายจ้างต้องปรับปรุงแก้ไขสภาวะการทำงานทางด้านวิศวกรรม

หากไม่สามารถแก้ไขได้: ต้องกำหนดมาตรการควบคุม/ลดภาระงาน และให้ลูกจ้างสวมใส่ อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) ตลอดเวลาที่ทำงาน

|

มาตรฐานแสงสว่าง (Light)

ข้อ 4: จัดให้มีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด (อ้างอิงจากประกาศกรมฯ เรื่อง มาตรฐานความเข้มแสงสว่าง)
ข้อ 5: จัดให้มีฉาก แผ่นฟิล์มกรองแสง หรือมาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันแสงจ้าหรือแสงสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา หากป้องกันไม่ได้ ต้องให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE
ข้อ 6: กรณีทำงานในสถานที่มืด ทึบ และคับแคบ (เช่น ถ้ำ, อุโมงค์) ต้องจัดให้อุปกรณ์ส่องสว่างที่เหมาะสม หรือให้สวมใส่ PPE ตลอดเวลา

ข้อสังเกต: จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ค่าความเข้มแสงสว่างมักพบปัญหาไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งจุดที่ไม่ผ่านต้องดำเนินการแก้ไข เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ, เพิ่มโคมไฟ หรือปรับเปลี่ยนพื้นที่การทำงาน

|

มาตรฐานระดับเสียง (Noise)

ข้อ 7: ควบคุมไม่ให้สัมผัสเสียงกระทบ/กระแทก เกิน 140 dB(A) หรือเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ เกิน 115 dB(A)
ข้อ 8: ควบคุมระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานในแต่ละวัน (Time Weighted Average : TWA) ไม่ให้เกินมาตรฐาน
ข้อ 9: หากระดับเสียงเกินมาตรฐาน ต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานเพื่อปรับปรุงแก้ไขทางวิศวกรรมที่ต้นกำเนิดหรือทางผ่านของเสียง พร้อมจัดทำเอกสารและประกาศให้ตรวจสอบได้ (หากแก้ไขไม่ได้ ต้องให้สวมใส่ PPE ตลอดเวลา)
ข้อ 10: ติดตั้งเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลอย่างชัดเจนในบริเวณที่มีเสียงเกินมาตรฐาน
ข้อ 11: หากลูกจ้างได้รับเสียงเฉลี่ยตลอดการทำงาน 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 85 dB(A) ขึ้นไป นายจ้างต้องจัดทำ มาตรการอนุรักษ์การได้ยิน

ความถี่ในการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน

นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานในสภาพความเป็นจริง โดยมีความถี่ดังนี้:
รายการตรวจวัดความถี่ในการตรวจวัดความร้อน: 1 ครั้ง / ปี (ในช่วงเวลาที่ลูกจ้างอาจได้รับอันตรายจากความร้อนสูงสุด)
แสงสว่าง: 1 ครั้ง / ปี
เสียง: 1 ครั้ง / ปี
สารเคมี: 2 ครั้ง / ปี
หมายเหตุ: หากมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต หรือวิธีการทำงาน ที่อาจส่งผลต่อระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง ต้องตรวจวัดใหม่ภายใน 90 วัน นับจากวันที่เปลี่ยนแปลง

การจัดทำและส่งรายงานผล

นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานในสภาพความเป็นจริง โดยมีความถี่ดังนี้:
ผู้ตรวจวัด: ต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมายกำหนด (หมวด 5 คุณสมบัติผู้ตรวจวัดฯ) และควรเลือกใช้บริการจากหน่วยงานภายนอกที่ขึ้นทะเบียน เครื่องมือผ่านการสอบเทียบตามมาตรฐาน
การจัดทำรายงาน: นายจ้างต้องจัดทำรายงานตามแบบฟอร์มที่กฎหมายกำหนด
การนำส่ง: ต้องนำส่งรายงานต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการตรวจวัด และเก็บสำเนาไว้ ณ สถานประกอบกิจการ
ผู้รับผิดชอบ: โดยทั่วไปอยู่ภายใต้การดูแลของ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ (จป.วิชาชีพ) ประสานงานร่วมกับ จป.หัวหน้างาน

|

ขั้นตอนการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในโรงงาน

การสำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Walk Through Survey)

เป็นการสำรวจพื้นที่ปฏิบัติงานเบื้องต้น เพื่อชี้บ่งปัจจัยเสี่ยง (แสง, เสียง, ความร้อน, สารเคมี) และกำหนดพารามิเตอร์ จำนวนตัวอย่างพื้นที่ (Area Sample) และตัวอย่างบุคคล (Personal Sample) โดยประเมินครอบคลุม 4 ด้าน:

1. สภาพแวดล้อมทางเคมี
2 .สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
3. สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ
4. สภาพแวดล้อมทางการยศาสตร์ (Ergonomics)

เทคนิคและเครื่องมือในการตรวจวัดแต่ละปัจจัย ความร้อน (Heat Stress)

ใช้เครื่องวัดระดับความร้อน WBGT ตามมาตรฐาน ISO 7243 หรือเทียบเท่า (เช่น DIN EN 27243)

ตรวจวัดค่าเฉลี่ย WBGT ในช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนที่สุด

ประเมินภาระงานตามแนวทาง OSHA Technical Manual หรือ ISO 8996 เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์กฎหมาย

แสงสว่าง (Light)
ตรวจวัดค่าเฉลี่ยความเข้มแสงสว่างพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่ผลิต ทุก ๆ 2 × 2 ตารางเมตร

ตรวจวัดความเข้มแสงบริเวณที่ต้องใช้สายตามองเฉพาะจุดหรืออยู่กับที่

ใช้เครื่องวัดแสง (Light Meter) ตามมาตรฐาน CIE 1931, ISO/CIE 10527 หรือเทียบเท่า (JIS)

เสียง (Noise)
เครื่องมือ: ต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 651 Type 2 หรือสูงกว่า (ANSI S1.4, IEC 61672)

เสียงแบบพื้นที่ (Leq 5 นาที): สำหรับเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (ระดับเสียงเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 3 dB(A))

เสียงเฉลี่ยตลอดเวลาทำงาน (TWA): สำหรับเสียงไม่คงที่ (เปลี่ยนแปลงเกิน 10 dB(A)) และเสียงดังเป็นช่วง ๆ

ปริมาณเสียงสะสมที่ตัวบุคคล (Noise Dose): ใช้เครื่อง Noise Dosimeter ตามมาตรฐาน IEC 61252 หรือ ANSI S1.25

เสียงกระทบ/กระแทก (Impulse Noise): ประเมินการสัมผัสเสียงช่วงสั้นๆ ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน IEC 61672 หรือ ANSI S1.43

เสียงแบบแยกความถี่ (Octave Band Analyzer): ประเมินลักษณะความถี่ของเสียงเพื่อวางแผนการควบคุม

แผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map): ใช้ Software แสดงการกระจายตัวของเสียงในพื้นที่ เพื่อทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน

|

ความสำคัญของการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน

การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เนื่องจาก พระราชบัญญัติความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (หมวด 1 มาตรา 6) ได้กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงาน
และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิต จิตใจ และสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง

สภาพแวดล้อมในการทำงาน ในที่นี้หมายถึง: ความร้อน, แสงสว่าง, เสียง และสารเคมีอันตราย ในพื้นที่ปฏิบัติงาน

|

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีจำนวน 5 ฉบับหลัก ได้แก่:

กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559

เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ

เรื่อง มาตรฐานความเข้มแสงสว่าง

เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน

เรื่อง กำหนดแบบรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียงภายในสถานประกอบกิจการ

|

มาตรฐานระดับความร้อนในการทำงาน (Heat Stress)

หมวด 1 ของกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2559 (ข้อ 2) กำหนดให้นายจ้างควบคุมและรักษาระดับความร้อน
ภายในสถานประกอบกิจการไม่ให้เกินมาตรฐาน ตามประเภทของลักษณะงาน ดังนี้:

งานเบา: ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 34 °C

งานปานกลาง: ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 32 °C

งานหนัก: ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 30 °C

อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT)

คือ ดัชนีวัดระดับความร้อน (หน่วยเป็น °C หรือ °F) โดยนำปัจจัยที่มีผลต่อความร้อนสะสมในร่างกายมาพิจารณา ทั้งความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายขณะทำงานและความร้อนจากสิ่งแวดล้อม

การถ่ายเทความร้อนจากสิ่งแวดล้อมสู่ร่างกาย มี 3 วิธี:

การนำความร้อน

ถ่ายเทผ่านการสัมผัสโดยตรงระหว่างวัตถุหรือพื้นผิว

การพาความร้อน

เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศหรือของเหลวที่พาความร้อนมายังร่างกาย

การแผ่รังสีความร้อน

การส่งผ่านพลังงานความร้อนในรูปคลื่นรังสีจากแหล่งกำเนิด

การแบ่งประเภทลักษณะงาน

งานเบา: งานที่ใช้แรงน้อย หรือใช้พลังงานเผาผลาญในร่างกาย ไม่เกิน 200 กิโลแคลอรี/ชั่วโมง (เช่น งานเขียนหนังสือ, งานพิมพ์ดีด)
งานปานกลาง: งานที่ใช้แรงปานกลาง หรือใช้พลังงานเผาผลาญ เกิน 200 ถึง 350 กิโลแคลอรี/ชั่วโมง (เช่น งานยก ลาก ดัน หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยแรงปานกลาง)
งานหนัก: งานที่ใช้แรงมาก หรือใช้พลังงานเผาผลาญ เกิน 350 กิโลแคลอรี/ชั่วโมง (เช่น งานเลื่อยไม้, งานเจาะไม้เนื้อแข็ง, งานเคลื่อนย้ายของหนักขึ้นที่สูงหรือทางลาดชัน)

แนวทางควบคุมและแก้ไข (ความร้อน)

ข้อ 3: หากมีแหล่งความร้อนที่เป็นอันตราย ต้องติดป้ายหรือประกาศเตือนอันตรายในบริเวณนั้นให้เห็นชัดเจน

หากระดับความร้อนเกินมาตรฐาน: นายจ้างต้องปรับปรุงแก้ไขสภาวะการทำงานทางด้านวิศวกรรม

หากไม่สามารถแก้ไขได้: ต้องกำหนดมาตรการควบคุม/ลดภาระงาน และให้ลูกจ้างสวมใส่ อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) ตลอดเวลาที่ทำงาน

|

มาตรฐานแสงสว่าง (Light)

ข้อ 4: จัดให้มีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด (อ้างอิงจากประกาศกรมฯ เรื่อง มาตรฐานความเข้มแสงสว่าง)
ข้อ 5: จัดให้มีฉาก แผ่นฟิล์มกรองแสง หรือมาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันแสงจ้าหรือแสงสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา หากป้องกันไม่ได้ ต้องให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE
ข้อ 6: กรณีทำงานในสถานที่มืด ทึบ และคับแคบ (เช่น ถ้ำ, อุโมงค์) ต้องจัดให้อุปกรณ์ส่องสว่างที่เหมาะสม หรือให้สวมใส่ PPE ตลอดเวลา

ข้อสังเกต: จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ค่าความเข้มแสงสว่างมักพบปัญหาไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งจุดที่ไม่ผ่านต้องดำเนินการแก้ไข เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ, เพิ่มโคมไฟ หรือปรับเปลี่ยนพื้นที่การทำงาน

|

มาตรฐานระดับเสียง (Noise)

ข้อ 7: ควบคุมไม่ให้สัมผัสเสียงกระทบ/กระแทก เกิน 140 dB(A) หรือเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ เกิน 115 dB(A)
ข้อ 8: ควบคุมระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานในแต่ละวัน (Time Weighted Average : TWA) ไม่ให้เกินมาตรฐาน
ข้อ 9: หากระดับเสียงเกินมาตรฐาน ต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานเพื่อปรับปรุงแก้ไขทางวิศวกรรมที่ต้นกำเนิดหรือทางผ่านของเสียง พร้อมจัดทำเอกสารและประกาศให้ตรวจสอบได้ (หากแก้ไขไม่ได้ ต้องให้สวมใส่ PPE ตลอดเวลา)
ข้อ 10: ติดตั้งเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลอย่างชัดเจนในบริเวณที่มีเสียงเกินมาตรฐาน
ข้อ 11: หากลูกจ้างได้รับเสียงเฉลี่ยตลอดการทำงาน 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 85 dB(A) ขึ้นไป นายจ้างต้องจัดทำ มาตรการอนุรักษ์การได้ยิน

ความถี่ในการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน

นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานในสภาพความเป็นจริง โดยมีความถี่ดังนี้:
รายการตรวจวัดความถี่ในการตรวจวัดความร้อน: 1 ครั้ง / ปี (ในช่วงเวลาที่ลูกจ้างอาจได้รับอันตรายจากความร้อนสูงสุด)
แสงสว่าง: 1 ครั้ง / ปี
เสียง: 1 ครั้ง / ปี
สารเคมี: 2 ครั้ง / ปี
หมายเหตุ: หากมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต หรือวิธีการทำงาน ที่อาจส่งผลต่อระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง ต้องตรวจวัดใหม่ภายใน 90 วัน นับจากวันที่เปลี่ยนแปลง

การจัดทำและส่งรายงานผล

นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานในสภาพความเป็นจริง โดยมีความถี่ดังนี้:
ผู้ตรวจวัด: ต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมายกำหนด (หมวด 5 คุณสมบัติผู้ตรวจวัดฯ) และควรเลือกใช้บริการจากหน่วยงานภายนอกที่ขึ้นทะเบียน เครื่องมือผ่านการสอบเทียบตามมาตรฐาน
การจัดทำรายงาน: นายจ้างต้องจัดทำรายงานตามแบบฟอร์มที่กฎหมายกำหนด
การนำส่ง: ต้องนำส่งรายงานต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการตรวจวัด และเก็บสำเนาไว้ ณ สถานประกอบกิจการ
ผู้รับผิดชอบ: โดยทั่วไปอยู่ภายใต้การดูแลของ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ (จป.วิชาชีพ) ประสานงานร่วมกับ จป.หัวหน้างาน

|

ขั้นตอนการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในโรงงาน

การสำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Walk Through Survey)

เป็นการสำรวจพื้นที่ปฏิบัติงานเบื้องต้น เพื่อชี้บ่งปัจจัยเสี่ยง (แสง, เสียง, ความร้อน, สารเคมี) และกำหนดพารามิเตอร์ จำนวนตัวอย่างพื้นที่ (Area Sample) และตัวอย่างบุคคล (Personal Sample) โดยประเมินครอบคลุม 4 ด้าน:

1. สภาพแวดล้อมทางเคมี
2 .สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
3. สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ
4. สภาพแวดล้อมทางการยศาสตร์ (Ergonomics)

เทคนิคและเครื่องมือในการตรวจวัดแต่ละปัจจัย ความร้อน (Heat Stress)

ใช้เครื่องวัดระดับความร้อน WBGT ตามมาตรฐาน ISO 7243 หรือเทียบเท่า (เช่น DIN EN 27243)

ตรวจวัดค่าเฉลี่ย WBGT ในช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนที่สุด

ประเมินภาระงานตามแนวทาง OSHA Technical Manual หรือ ISO 8996 เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์กฎหมาย

แสงสว่าง (Light)
ตรวจวัดค่าเฉลี่ยความเข้มแสงสว่างพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่ผลิต ทุก ๆ 2 × 2 ตารางเมตร

ตรวจวัดความเข้มแสงบริเวณที่ต้องใช้สายตามองเฉพาะจุดหรืออยู่กับที่

ใช้เครื่องวัดแสง (Light Meter) ตามมาตรฐาน CIE 1931, ISO/CIE 10527 หรือเทียบเท่า (JIS)

เสียง (Noise)
เครื่องมือ: ต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 651 Type 2 หรือสูงกว่า (ANSI S1.4, IEC 61672)

เสียงแบบพื้นที่ (Leq 5 นาที): สำหรับเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (ระดับเสียงเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 3 dB(A))

เสียงเฉลี่ยตลอดเวลาทำงาน (TWA): สำหรับเสียงไม่คงที่ (เปลี่ยนแปลงเกิน 10 dB(A)) และเสียงดังเป็นช่วง ๆ

ปริมาณเสียงสะสมที่ตัวบุคคล (Noise Dose): ใช้เครื่อง Noise Dosimeter ตามมาตรฐาน IEC 61252 หรือ ANSI S1.25

เสียงกระทบ/กระแทก (Impulse Noise): ประเมินการสัมผัสเสียงช่วงสั้นๆ ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน IEC 61672 หรือ ANSI S1.43

เสียงแบบแยกความถี่ (Octave Band Analyzer): ประเมินลักษณะความถี่ของเสียงเพื่อวางแผนการควบคุม

แผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map): ใช้ Software แสดงการกระจายตัวของเสียงในพื้นที่ เพื่อทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน

บริการของเรา

Our Services

งานบริการตรวจสอบด้านวิศวกรรมความปลอดภัย เช่น ตรวจสอบ ตรวจวัด
และรับรองความปลอดภัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ตรวจสอบถังลม

ตรวจสอบอาคาร

ตรวจสอบเครน

ตรวจรับรองการจัดการพลังงาน

ตรวจรับรองบอยเลอร์ หม้อไอน้ำ หม้อน้ำมันร้อน

ตรวจทดสอบลิฟต์

ตรวจรับรองรถยก ฟอร์คลิฟต์แก๊ส

อบรม 4 ผู้

ตรวจรับรองระบบทำความเย็น

ตรวจทดสอบสมรรถนะระบบดับเพลิง

ตรวจรับรองระบบไฟฟ้าประจำปี

ตรวจสอบระบบป้องกันฟ้าผ่า

ตรวจสอบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้

ตรวจสอบบอยเลอร์แบบไฮบริดส์

บริการของเรา

Our Services

งานบริการตรวจสอบด้านวิศวกรรมความปลอดภัย เช่น ตรวจสอบ ตรวจวัด
และรับรองความปลอดภัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ตรวจสอบถังลม

ตรวจสอบอาคาร

ตรวจสอบเครน

ตรวจรับรองการจัดการพลังงาน

ตรวจรับรองบอยเลอร์ หม้อไอน้ำ หม้อน้ำมันร้อน

ตรวจทดสอบลิฟต์

ตรวจรับรองรถยก ฟอร์คลิฟต์แก๊ส

อบรม 4 ผู้

ตรวจรับรองระบบทำความเย็น

ตรวจทดสอบสมรรถนะระบบดับเพลิง

ตรวจรับรองระบบไฟฟ้าประจำปี

ตรวจสอบระบบป้องกันฟ้าผ่า

ตรวจสอบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้

ตรวจสอบบอยเลอร์แบบไฮบริดส์

ลูกค้าของเรา

Our Customers

กลุ่มอุตสาหากรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์

• Hitachi Astemo Korat Brake System Ltd.
• OTEC (Thailand CO.,LTD)
• HEAT WELL ELECTRIC (Thailand) LTD.
• AKC ALL CO.,LTD.
• OKATSUYAMA FINNETECH (Thailand)
• บริษัท มโนรมย์ ฟุตแวร์ จำกัด
• THAI PARKERIZATION
• GOURMET PRIMO CO.,LTD.
• NITTO DENKO MATERIAL (Thailand)
• JMT LABAROTORES
• บริษัท สีมาคอนเทนเนอร์ แบ็ค จำกัด
• Canon (Thailand) CO.,LTD.

กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร

• บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด (น้ำมันพืชกิ่ง)
• บริษัท โฮลซัมทรี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
• บริษัท พี.เอม.ฟูดส์ จำกัด (ผลิตภัณฑ์ทาโร่)
• CHA CHA FOOD (Thailand) CO.,LTD.
• Abico Dairy Farm
• บริษัท ไทยร่วมใจ จำกัด
• บริษัท เตียหงี่เฮียง (เจ้าสัว) จำกัด
• บริษัท เมดิฟูดส์ จำกัด

กลุ่มปิโตรเคมี โรงกลั่น โรงไฟฟ้า โรงแป้งมัน โรงเหล็ก

• โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดโชคชัย AAF
• TPK ETHANOL CO.,LTD.
• บริษัท ยูโอพีซี เคมีคอล จำกัด (มหาชน)
• บริษัท เอี่ยมธงชัยอุตสาหกรรม จำกัด
• บริษัท โนเบล เอ็นซี จำกัด
• โรงไฟฟ้าชีวมวล UNI POWER TECH สีคิ้ว
• UPVENTURE CO.,LTD.
• บริษัท แป้งไทย จำกัด
• บริษัท ทีพีเค แอ็ดวาน สตาร์ช จำกัด
• บริษัท มั่นคง สตีล จำกัด (มหาชน)

Article.

Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry’s standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it

  • All Posts
  • Uncategorized
  • ตัวอย่าง
สปาเล็บ

เคยสงสัยไหมคะว่า การดูแลเล็บให้สวยงามและสุขภาพดีนั้นสำคัญแค่ไหน? เล็บของเราต้องเผชิญกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันมากมาย ทั้งการทำงานบ้าน กิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้แต่การพิมพ์งาน ที่อาจทำให้เล็บอ่อนแอ เปราะบาง หรือดูไม่สดใสได้ค่ะ แต่โชคดีที่เรามีทางออกที่แสนวิเศษ...

ทําเล็บสีอะไรดี

การเลือกสีเล็บไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะสีเล็บสามารถบ่งบอกตัวตนและสไตล์ของคุณได้อย่างชัดเจน และบ่อยครั้งที่เราอาจจะเจอคำถามยอดฮิตที่ว่า ทําเล็บสีอะไรดี นะถึงจะเข้ากับชุดวันนี้ หรือเหมาะกับโอกาสสำคัญที่กำลังจะมาถึง นั่นไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความมั่นใจและบุคลิกภาพที่สะท้อนออกมาด้วยค่ะ บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจโลกของสีเล็บ...

ทําเล็บเจล ใกล้ฉัน

ยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีเล็บสวยๆ ไว้เชยชมใช่ไหมคะ? โดยเฉพาะการ ‘ทําเล็บเจล ใกล้ฉัน’ กลายเป็นเทรนด์สุดฮิตที่สาวๆ หลายคนหลงใหลในความเงางามและติดทนนาน แต่การจะหาช่างทำเล็บเจลที่ถูกใจ ทั้งฝีมือดี...

ที่อยู่ 691 หมู่ 4 ต.หนองบัวศาลา อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา 30000

Facebook

Chan Inspec

Phone Number

098-123-6996

Youtube

Chan Inspection

LINE OA

Line.me/chaanb

ที่อยู่ 691 หมู่ 4 ต.หนองบัวศาลา อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา 30000

Facebook

Chan Inspec

Phone Number

098-123-6996

Youtube

Chan Inspection

LINE OA

Line.me/chaanb